analytic

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แฮกปริ้นเตอร์ ภาค 2 (แฮกเดอะซีรีย์ ตอนที่ 2)



ความจากตอนที่แล้ว ผมมีเครื่องพิมพ์แต่ใช้ตลับหมึกรีเมนูไม่ได้ ไม่ใช่อันเดียวครับ ลองมาแล้วหลายอันก็ใช้ไม่ได้ ทำยังไงดี

วิธีที่ผมทำบ่อย คือนึกอะไรไม่ออก ลองค้นหาในเนท เผื่อมีคนเจอปัญหาคล้ายๆกับเรา ใช้กูเกิ้ลหาดู ปรากฏว่าเวปต้นๆ ที่เจอส่วนใหญ่ เป็นเวปไซด์ที่ขายตลับหมึกรีเมนู พอลองเข้าไปดูมีบางเวปเค้าขายโปรแกรมที่แก้(แฮก) ให้เครื่องพิมพ์รุ่นที่ผมมีใช้กับตลับหมึกรีเมนูได้ โปรแกรมนี้เค้าขายราคาประมาณสองร้อย นี่ทำให้ผมรู้ว่า มันมีวิธีนี้อยู่ในโลกด้วย แต่ด้วยประสบการณ์ ผมว่ามันต้องมีคนให้ดาว์นโหลดฟรี เลยลองหาดูในเนทต่อ ในที่สุด ผมก็เจอที่เวปนี้ครับ

http://blog.sahat-tambunan.com/2009/11/28/reset-ml-1640-and-ml-2240-for-refill-toner/


วิธีการแฮกก็คือ เค้าจะเอาไฟล์ firmware ปกติของตัวเครื่องพิมพ์ เอามา patch หรือแก้ไม่ให้มันเช็คค่าจำนวนแผ่นที่พิมพ์ เสร็จแล้วก็ติดตั้ง firmware ตัวนี้ ลงทับของเดิมในเครื่องพิมพ์ โดยทำผ่านทางคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับเครื่องพิมพ์ ไม่ต้องใช้สายพิเศษเพื่อลง firmware ด้วย สาย usb ที่ต่อระหว่างคอมกับเครื่องพิมพ์นั่นแหละ (เครื่องพิมพ์รุ่นนี้มีต่อได้เฉพาะ USB) ดูจากเวปที่แจกโปรแกรมนี้ฟรี มีคนคอมเมนท์ว่าใช้ได้จริง ที่จริงมีอีกวิธีครับ คือขันน๊อทแกะเครื่องพิมพ์ออก หาไอซีตัวนึงให้เจอ แล้วเชื่อมขาสองขาของไอซี ตัวหนึ่ง ก็ได้ผลคล้ายๆ กัน แต่ผมไม่ชอบวิธีนี้เท่าไหร่ (กลัวบัดกรีแล้วพัง)

ปัจจัยอีกอย่าง ที่ผมคิดว่าตลับหมึกรีเมนูที่ใช้ไม่ได้ มันน่าจะใช้ได้ เพราะเวลาเราสั่งให้เครื่องพิมพ์ พิมพ์รายละเอียดและสถานะของเครื่อง โดยการกดปุ่ม(ที่มีปุ่มเดียว)ค้างไว้สักพัก ถึงแม้ไฟแดงจะติดค้าง เครื่องมันก็จะพิมพ์ข้อมูลออกมา สิ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจ ก็คือ ถ้าใส่ตลับหมึกรีเมนูอันใหม่(ที่พิมพ์ไม่ออก) แล้วสั่งให้เครื่องพิมพ์ พิมพ์สถานะโดยใช้วิธีข้างต้น(ซึ่งมันดันพิมพ์ออก) ตัวอักษรที่พิมพ์ออกมาเข้มเหมือน ตลับหมึก ใหม่ แต่ข้อมูลที่พิมพ์ออกมา บอกว่าจำนวนแผ่นทั้งหมดที่พิมพ์ได้คือ 2100 และพิมพ์ไปแล้ว 2100 แผ่น เครื่องมันคงเห็นค่าสองค่านี้ มันเลยไม่ยอมพิมพ์ ซึ่งถ้าเป็น ตลับหมึกใหม่ ค่าหลังนี่เป็นศูนย์
ที่จริงผมก็ยังกล้าๆ กลัว เพราะไม่เคยได้ยินจากปากคนอื่นยืนยัน ว่าใช้แก้หรือแฮกวิธีนี้แล้วเครื่องไม่พัง แถมเพิ่งซื้อตลับหมึกใหม่มาอีก เลยต้องคิดให้ดีก่อนไว้

ตอนนั้นพักเที่ยงพอดี ผมเลยไปนั่งกินข้าว กินไปคิดไป พอกลับมาที่บริษัท เลยตัดสินใจว่า เอาวะ...ลองดูซั๊กตั้ง แต่ก่อนอื่น ต้องหาข้อมูลเพิ่มว่า มีใครเจอปัญหาอะไรมั่ง มีคนคอมเมนต์ว่า พอลง firmware ที่แก้ไขแล้วทับกลับของเดิมแล้ว อย่าเพิ่งใจร้อนปิดเปิดเครื่อง ให้รอสักสิบวินาที ปิดเครื่อง รออีกสิบวินาที แล้วค่อยเปิดเครื่องพิมพ์ใหม่

ได้ข้อมูลพอมั่นใจ เลยสั่งให้น้องอีกคนที่บริษัท โหลดโปรแกรมและทำตามกระบวนการแฮก ตามเวปที่หาเจอ และกำชับว่าทำเสร็จให้รอสักพัก แต่ผมบอกน้องให้รอนาทีนึงเลย เพื่อความชัวร์ แล้วปิดเครื่อง รออีกนาทีนึง แล้วค่อยเปิด ชัวร์สุดๆ

ตอนแรกก่อนทำการแฮก ผมให้น้องเค้าใส่ตลับหมึกรีเมนูไว้ (ไฟแดงติดค้าง) พอทำเสร็จตามกระบวนการ ไฟแดงก็ดับไป ไฟเขียวขึ้น เหยียบคันเร่งให้มิดเลย อ้าว ไม่ใช่ ลืมตัวไป เครื่องพิมพ์ครับ ไม่ใช่ไฟจราจร ตามขั้นตอนเค้าให้รอสักพัก แล้วปิดเครื่องเปิดใหม่ ไฟสีแดงไม่ติด ไฟเขียวติด ลองสั่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ โดยใช้ตลับหมึกรีเมนูใหม่ที่คิดว่าเสียก็พิมพ์ได้ ไชโย สำเร็จ ผม(สั่งให้น้อง)แฮกเครื่องพิมพ์ได้แล้ว พิมพ์ออกมาตัวอักษรที่ได้ชัดแจ๋วเหมือนหมึกใหม่

ยังครับ นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ด้วยความสนุกไม่เลิกปนกับความงก ผมหาข้อมูลต่อ ไปเจอว่ามีคนขายหมึกผงของรุ่นนี้เปล่าๆไว้ให้ไปเติมเอง ก็แสดงว่า ตลับหมึก รุ่นนี้ มันสามารถเติมหมึกได้เอง กระปุกละร้อยเจ็ดสิบ เติมได้หนึ่งครั้ง แต่ไม่บอกวิธีว่าจะใส่หมึกเข้าไปในตลับยังไง ผมเลยลองหาข้อมูลในเนทดู(อีกแล้ว) ได้การครับ มีคนไทยนี่แหละเขียนอธิบายพร้อมรูปภาพประกอบ ดูแล้วก็ง่ายๆ ครับ การถอดสกรูสองตัวด้านข้างของ ตลับหมึก เปิดฝา แล้วเติมหมึกเลย นั่น ต่อไปนี้ผมคง(ให้น้องที่บริษัท)เติมหมึกแทนการซื้อตลับหมึกรีเมนูแล้วหละ ครับ

ประหยัดแค่ไหน คิดง่ายๆ ครับ ตลับหมึกแท้ สองพันหน่อยๆ พิมพ์ได้ 2100 แผ่น ตัวเลขกลมๆ ตกแผ่นละบาท ใช้ตลับหมึกรีเมนู ราคาพันหน่อยๆ ก็ตกประมาณแผ่นละห้าสิบสตางค์ ใช้หมึกเติมเอง ขวดละสองร้อยละกัน พิมพ์ได้ สองพันแผ่น ตกแผ่นละสิบสตางค์ คุ้มสุดๆ แต่ไอ้แผ่นละสิบสตางค์เนี่ย เป็นตัวเลขหลอกแบบที่เค้าชอบใช้กันตอนขายของนะครับ เพราะที่จริงแล้ว ตลับหมึกมันไม่ได้เติมหมึกได้เรื่อยๆ แต่ถูกจำกัดจำนวนครั้งที่เติมหมึกใหม่ได้ มันมี drum (ไอ้แท่งทรงกระบอกสีเขียวๆในตลับหมึก) นี่แหละครับที่จะหมดสภาพไปก่อน รวมถึง ส่วนประกอบข้างในอื่นๆ อีกครับ เคยไปถามร้านที่รับเติมหมึก เค้าบอกว่าตลับหมึกรุ่นนี้เติมได้สองครั้ง แล้วเค้าจะไม่เติมให้แล้ว ให้ไปซื้อของใหม่

ผม คงขอจบเรื่องประสบการณ์แฮกปริ้นเตอร์ผมแต่เพียงเท่านี้ เพราะผมทำสำเร็จแล้ว ไว้ผมซื้อหมึกมาเติมเอง แล้วได้ผลอย่างไร จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ

แฮกปริ้นเตอร์ ภาค 1 (แฮกเดอะซีรีย์ ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ อย่าเพิ่งงงว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ไอ้แฮกปริ้นเตอร์(printer) หรือเครื่องพิมพ์เนี่ย มันคืออะไร ก่อนอื่นผมขออธิบายคำว่า แฮก (hack) ในแบบฉบับของผมให้ฟังก่อนนะครับ

ถ้าเสริชหาในกูเกิ้ล คำว่า hack คงมีนิยามเยอะแยะยาวยืด หลายๆคนคงพอเดาได้ แต่ในแบบของผม หมายถึงการดัดแปลงแก้ใข ให้เครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ มีความสามารถแตกต่างจากที่มาจากโรงงาน ถึงตรงนี้หลายคนสงสัยว่า บทความนี้ผมจะพูดถึงวิธีทำให้ปริ้นเตอร์มันกลายเป็นหม้อหุงข้าวได้หรือยังไง ไม่ถึงขนาดนั้นครับ เอาหละ เกริ่นมาพอแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า

ที่บริษัทขนาดเล็กน่ารักของผม (พนักงานไม่ถึงยี่สิบ ส่วนใหญ่ถูกเนรเทศไปนั่งทำงานที่บริษัทลูกค้า) มีเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำอยู่ตัวหนึ่ง ยี่ห้อ ซัมซุง รุ่น ML-2240 เครื่องพิมพ์รุ่นนี้มีปุ่มเดียวให้กด มีไฟสีเขียวกับสีแดง ถ้าหมึกใกล้หมด ไฟสีแดงมันจะกระพริบ แต่ถ้าหมึกหมด ไฟมันจะติดค้างเลย ส่วนไฟเขียวถ้าติดแสดงว่าพิมพ์ได้ครับ ถ้าไม่ติดก็พิมพ์ไม่ได้ ส่วนหน้าตาเครื่องพิมพ์ ก็เหมือนรูปที่เห็นนี่หละครับ

เครื่องพิมพ์รุ่นนี้ ใช้ดีหรือเปล่าไม่รู้ เอาเป็นว่าสมราคาครับ ยกเว้นปัญหาเรื่องเดียว ซึ่งก็เหมือนเครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นๆ คือตัวตลับหมึก (toner cartridge) มันแพงมาก อย่างรุ่นนี้ มีอย่างที่ไหน เครื่องพิมพ์สามพันนิดๆ ตลับหมึกแท้สองพันนิดๆ สรุปว่าเครื่องพิมพ์เปล่าๆราคา พันกว่าบาท แล้วอย่างงี้จะทนไหวเรอะ ผมก็เลยต้องใช้บริการตลับหมึกรีเมนู ราคาพันนิดๆ หรือถูกกว่า ใช้อันเดียว ก็คุ้มแล้ว เพราะประหยัดไป พันบาท ได้เครื่องพิมพ์อันใหม่ไม่มีหมึกได้เลย ส่วนตลับหมึกรีเมนู ก็ไม่ได้ไปซื้อจากใครที่ไหน ร้านเพื่อนผมเอง มันเปิดบริษัทซ่อมและคอมพิวเตอร์อยู่ ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวของ ที่ซื้อจากร้านมันเพราะไม่ต้องให้น้องแอดมินที่บริษัทถ่อไปซื้อไกลถึงพันติ๊บ ร้านนี้ผมแวะระหว่างทางไปทำงานได้ ซื้อแล้วเสียเปลี่ยนได้ และที่สำคัญ เจ้าของบริษัทชอบลืมเก็บตังค์

รีเมนู มาจากคำว่า remanufacture ตลับหมึกรีเมนู ดูเหมือนว่าจะเป็นของแท้นั่นแหละที่ใช้หมึกหมดแล้ว มีบริษัทไปรับซื้อ เอามาเติมหมึก (คงทำความสะอาดบ้าง) แล้วเอามาขายใหม่ ไอ้เพื่อนผมมันขู่ไว้ครับ ว่าถ้าซื้อตลับหมึกแบบนี้ไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจจะพิมพ์ไม่ได้ เพราะเครื่องพิมพ์มีระบบป้องกัน แต่ถ้าซื้อจากมันแล้วใช้ไม่ได้เปลี่ยนตลับใหม่ให้

หลังจากซื้อตลับหมึกรีเมนูมาใช้อันแรก ก็ ok ครับใช้จนหมึกหมด คือแผ่นท้ายๆ เห็นเลยครับว่าพิมพ์ออกมาแล้วหมึกจาง จนไฟสีแดงที่เครื่องมันติดค้าง ก็คือพิมพ์ไม่ได้แล้ว ติดใจหละที่นี้ อันที่สอง ใช้ได้อาทิตย์เดียวพิมพ์ไม่ออก ไฟสีแดงมันติดค้าง อันที่สาม พิมพ์ไม่ออกตั้งแต่แรก เอาตลับหมึกมา แกะกล่อง ใส่เข้าเครื่อง ไฟแดงขึ้นโร่เลย เลยเอาไปเปลี่ยน แถมขี้เกียจแวะไปซื้อ เลยเอามาอีกอัน ตอนนี้เลยมีตลับหมึกรีเมนูใหม่สองอัน พอเอาทั้งสองอันมาลองก็ไม่ work เหมือนอันก่อนหน้า เอาหละสิ ตลับหมึกที่พอใช้ได้อยู่ถึงจะพิมพ์ออกก็หมึกจางมาก งานจะพิมพ์ก็มี เลยตัดสินใจให้ไปซื้อ ตลับหมึก ของแท้มาใช้ก่อน จะได้ลองว่าเครื่องใช้งานได้อยู่หรือเปล่าด้วย สรุป ตลับหมึกแท้ใช้งานได้ครับ

ผมรู้สึกว่ามันแหม่งๆ ทำไมเครื่องพิมพ์ผมใช้กับตลับหมึกรีเมนูหมึกไม่ได้ เลยลองไปหาข้อมูลในเนทดู โดยหาดูว่าเครื่องพิมพ์รุ่นนี้ และรุ่นใหม่ๆหลายๆยี่ห้อ ส่วนใหญ่มีปัญหากับตลับหมึกรีเมนู เพราะเครื่องพิมพ์มันมีระบบป้องกัน(เหมือนที่เพื่อนผมมันเคยบอกนั่นแหละ) ให้ใช้เฉพาะตลับหมึกของแท้เท่านั้น เท่าที่ศึกษาดู เหมือนกับว่าที่ตลับหมึกมีชิปอะไรสักอย่างที่ไว้เก็บข้อมูลว่า ตลับหมึกนี่พิมพ์ได้สูงสุดกี่แผ่น พิมพ์ไปแล้วกี่แผ่น ในกรณีเครื่องพิมพ์ของผม ก่อนพิมพ์มันจะไปอ่านสองค่านี้มา ถ้าจำนวนแผ่นที่พิมพ์ไปแล้ว มากกว่าจำนวนแผ่นที่พิมพ์ได้ เครื่องมันจะไม่ยอมพิมพ์ (ไฟสีแดงติด)

ถึงตรงนี้ ผมขอหยุดแค่นี้ก่อนละกันนะครับ เดี๋ยวผมจะขอเล่าต่อในตอนที่สองละกัน ว่าผมแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธียังไง อดใจรอกันหน่อยนะครับ


วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รู้ทัน ผู้ให้บริการ ADSL


ผมเชื่อว่า คนเกือบ 99.99 % ที่กำลังอ่านบทความนี้ ต้องใช้ ADSL ต่อเนทอยู่แน่ๆ แต่ไม่รู้อีกกี่เปอร์เซ็นต์ (ไม่กล้าฟันธง)

จ่ายค่าเช่า ADSL เอง แน่นอนครับ ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค เราควรจะรู้ทันผู้ให้บริการ ADSL กันบ้าง จะได้ไม่เสียค่าโง่ แบบไม่ตั้งใจ... เหมือนผม

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า บริษัทที่ผมทำงานอยู่ มี ADSL อยู่สองชุด ชุดแรกเป็นแบบองค์กร ชุดที่สองเป็นแบบทั่วไป เนี่องจากบริษัทผมเป็นผู้ให้คำปรึกษา

opensource software ที่ใช้ในตามองค์กร ซึ่งเกือบทั้งหมด เป็น software ที่ติดตั้งใน server และเป็น web application (เป็นโปรแกรมที่ใช้งานผ่านทาง web ไม่ต้องลงโปรแกรมที่เครื่อง PC) แน่นอนครับ ให้คำปรึกษาเค้า เราก็ต้องเล่นเป็น รู้ปัญหา รู้วิธีแก้ วิธีที่ดีที่สุด ก็คือใช้งานเองซะ เราเลยต้องตั้ง server แล้วให้พนักงาน ถล่มใช้มาจากบ้าน หรือจากบริษัทลูกค้า (ที่ไปนั่งทำงานกันอยู่)เพื่อทดสอบ และเพื่อให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เราเลยเลือกที่จะตั้ง server ที่บริษัท แล้วเช่า ADSL แบบองค์กร ซึ่งแตกต่างจาก ADSL ที่เราใช้ตามบ้าน เพราะแบบองค์กร จะได้ speed ในการ upload สูงกว่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ในกรณีบริษัทของผม


ใช้ไปใช้มา ปัญหาก็เกิด เพราะเนื่องด้วยธรรมชาติของบริษัทผม ต้องใช้เนทในการ download software หรือค้นหาข้อมูล เรียกว่าใช้กันทั้งวัน คนที่จะทดสอบ app บน server จากนอกบริษัท บอกว่าเนทมันช้า เพราะคนในเล่นเยอะ เพื่อตัดปัญหาตามแบบฉบับของคนมีตังค์(น้อย) เราเลยเลือกที่จะติด ADSL แบบธรรมดา เพื่มอีกหนึ่งเส้น สำหรับคนที่จะออกเนทซะ

ใช้ได้ อยู่หลายปี พนักงานที่ทำงานในบริษัทเริ่มร่อยหรอ ไม่ได้ลาออกนะครับ แต่มีงานเยอะ เลยให้ไปนั่งทำงานที่บริษัทลูกค้าให้เกีอบหมด เป็นการประหยัดค่าน้ำค่าไฟและค่าเช่าตึกไปในตัว ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยมีมีความคิดที่จะลดค่าใช้จ่าย ADSL ลงด้วยซะเลย โดยคิดว่าจะตัด ADSL ออกสักเส้น แล้วอาจจะเพิ่มความเร็วเส้นที่เหลือเอา เลยลองให้น้อง admin ที่บริษัทโทรไปถาม

จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ คุยไปคุยมา ปรากฏว่า มีการปรับราคาของลูกค้าเก่า แต่ ADSL ไม่แจ้งให้เราทราบ เก็บค่าบริการรายเดือนราคาเดิมไปเรื่อยๆ ยังดีนะ เราโทรเข้าไปหาแล้วยังบอก

ราคาที่เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ครับ

Speed ที่ใช้ 3MB/512KB ราคาเดิม 1,850.- ราคาใหม่ 599. อันนี้แบบบุคคล
Speedที่ ใช้ 1MB/512KB ราคาเดิม 2,300.- ราคาใหม่ 1,900. อันนี้แบบองค์กร

แถมทาง โน้น ยังบอกว่าให้เราเลือกได้ ว่าจะลดราคา หรือคงราคาไว้ แต่ให้เพิ่ม speed แทนดูมัน ปกติ มันควรจะต้องแจ้งลูกค้ากันหน่อย หรือไม่ก็ปรับราคาลงอัตโนมัติเลย จริงไหมครับ

รู้ถึงตรงนี้ ผมฉุนนิดๆ ครับ เนี่องด้วยเราเป็นคนดี และ ADSL เป็นของจำเป็น จะยกเลิกก็ลำบากน้อง admin เค้าต้องไปติดต่อเจ้าใหม่ เลยขอลดราคาโดยความเร็วเนทไว้ ตามรายการข้างบน (เรื่องอะไรวะ)


อีกกรณี หนึ่ง ซึ่งดีกว่าหน่อย เป็นของ adsl เจ้าเดียวกัน แต่เป็นของส่วนตัวติดที่บ้าน ในใบเสร็จยังเห็นเป็น speed เดิมที่ขอใช้บริการเมื่อสามปีที่แล้วอยู่เลย คือ 256/128 ราคาเท่าเดิม 599 เหมือนตั้งแต่แรก แต่อันนี้เค้าเพิ่มให้เป็น 3Mb/512KB อัตโนมัติเดาว่าเพราะคู่แข่ง ให้ราคาเดียวกัน แต่ตอนนี้เป็น 4MB ไปแล้ว (เมื่อก่อน 3MB) เลยต้อง up ให้เรา ไม่งั้นเสียลูกค้า แต่ที่งี่เง่าที่สุด คือไม่บอกอะไรเราเลย ที่ผมรู้เพราะ เห็นโฆษณาของคู่แข่งมันราคาเท่ากัน แต่ speed เยอะกว่า เลยคิดจะเปลี่ยน แต่ก่อนจะเปลี่ยนเลยลองดูว่า ADSL ของเราทำ speed test ได้สูงสุดเท่าไหร่ ปรากฏว่าเป็น 3MB/512KB เลยขี้เกียจเปลี่ยน

แต่ที่ ไม่เข้าใจคือ ในใบเสร็จจะ แจ้งให้หน่อยก็ไม่ได้หรือไง หรือคิดว่าไม่ง้อลูกค้า

สรุปก็คือ ถ้าคุณใช้ ADSL บอกไปเลยก็ได้ว่าของ TRUE (ซึ่งน่าจะชื่อบริษัท FALSE หรือบางคนเรียกว่าทุย) ดูโปรโมชั่นดีๆ ไม่งั้นคุณอาจจ่ายเงินให้เค้าไปฟรีๆ แบบบริษัทผม